คัมภีร์อุทรโรค

คัมภีร์อุทรโรค

          คัมภีร์อุทรโรค เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงลักษณะและสาเหตุแห่งโรคมาน สาเหตุ การจำแนกลักษณะและอาการของมานน้ำ มานลม มานหิน มานโลหิต และมานเกิดแต่ดาน

ว่าด้วยมาน ๑๘ ประการ มานเกิดขึ้นได้โดยอนุโลมตามธาตุวิปริต ในกองสมุฏฐาน ให้เป็นเหตุ กระทำให้ท้องนั้นใหญ่ สมมุติเรียกว่า มาน

มานมี ๑๘ ประการ ดังนี้

๑. มานน้ำ   มี ๔ ประการ ดังนี้
๑.๑.   มานน้ำ บังเกิดด้วย โลหิต น้ำเหลืองระคนกัน ซึมซาบไปในลำไส้
๑.๒   มานน้ำ บังเกิดด้วยลำไส้ปริ   ไหลซึมออกมาขังอยู่ในท้อง
๑.๓   มานน้ำบังเกิดด้วย น้ำเหลืองซึมซาบซ่าน ไปในก้อนเนื้อ และขุมขน
๑.๔   มานน้ำ บังเกิดด้วยน้ำเหลือง ซ่านเข้าไปขังอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ และมดลูก

๒.     มานลม  มี ๔ ประการ ดังนี้
        ๒.๑   มานลม บังเกิดแต่กองอโธคมาวาตา
        ๒.๒   มานลม บังเกิดแต่กองอุทธังคมาวาตา
        ๒.๓  มานลม บังเกิดแต่กองกุจฉิสยาวาตา
        ๒.๔  มานลม บังเกิดแต่กอง โกฏฐาสยาวาตา  

     มานหิน  มี ๔ ประการดังนี้
๓.๑   มานหิน  บังเกิดแต่กองอโธคมาวาตา อัมพาต มุตฆาต ระคนกัน
๓.๒   มานหิน  บังเกิดแต่กองอุทธังคมาวาตา  อัณฑพฤกษ์  สัณฑะฆาต ระคนกัน
๓.๓   มานหิน  บังเกิดแต่กอง กุจฉิสยาวาตา อัมพาต  ปิตคาด ระคนกัน
๓.๔   มานหิน  บังเกิดแต่กองโกฏฐาสยาวาตา อัณฑพกฤษ์  รัตคาด ระคนกัน

๔.    มานโลหิต  มี ๔ ประการ ดังนี้
๔.๑   มานโลหิต  บังเกิดแต่ระดูขัด ระคนด้วย อังคมังคานุสารีวาตา
๔.๒   มานโลหิต  บังเกิดแต่ระดู มิได้เดินเป็นปกติ ระคนด้วย วาโยพิการ
๔.๓   มานโลหิต  บังเกิดแต่โลหิตเน่า ระคนด้วยระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร ต้อง          พิฆาต พลัดตกหกล้ม
๔.๔   มานโลหิต  บังเกิดแต่โลหิตจาง  ทำให้บวม วิงเวียน หน้ามืด ตามัว

๕.    มานเกิดแต่ดาน  มี ๒ ประการ ดังนี้
๕.๑   มานทักขิมาน   บังเกิดแต่กองดานทักขิณคุณ   กำเนิดตั้งอยู่     ฝ่ายขวา
๕.๒   มานอุตรามาน  เกิดแก่กองดานอุตราคุณ กำเนิดตั้งอยู่ฝ่ายซ้าย

ลักษณะอาการของมานต่างๆ มีดังนี้     

๑. มานน้ำ  ๔ ประการ มีลักษณะอาการ คือ
       ๑.๑   มานน้ำบังเกิดด้วยโลหิต น้ำเหลืองระคนกัน  ซึมซาบไปตามลำไส้น้อย ลำไส้ใหญ่ มีอาการทำให้ลำไส้นั้นพองขึ้น แน่นเข้าไปในท้อง บริโภคอาหารไม่ได้ ให้อิ่มไปด้วยลม และน้ำเหลืองเป็นกำลัง แล้วให้ ท้องนั้นใหญ่ขึ้น จะลุกนั่ง ก็ไม่ได้ ให้เหนื่อย หอบ
       

       ๑.๒   มานน้ำบังเกิดด้วยลำไส้ปริไหลซึมออกมาขังอยู่ในท้องและไต  อาการ กระทำให้ขัดอุจจาระ ให้อุจจาระ เดินไม่ปกติ โดยกำลัง คูถทวารปิด แล้วกลับเป็นใหม่อีก สองครั้ง สามครั้ง โรคนั้นทวีขึ้น ท้องนั้นใหญ่ออกมา นานเข้า กระทำให้ซูบผอม หาโลหิตไม่ได้ กินอาหารไม่รู้รส นอนไม่หลับ

                        มานน้ำ ทั้ง ๔ ประการ เกิดแต่กองเตโช เป็นมันทธาตุ ยิ่งไปด้วยเสมหะมีกำลัง คือไฟธาตุหย่อน อาหารไม่ย่อย ลงไปวันละ ๒-๓ เวลา สวิงสวายใจสั่น ไม่มีเรี่ยวแรง กระทำให้ท้องขึ้นอยู่เสมอๆ อุจจาระเป็นเมือกมัน เป็นเปลว หยาบ ละเอียด ปวดมวน โทษทั้งนี้เกิดแต่กองอาโปธาตุ ๑๒ ประการเป็น เหตุ

๒.     มานลม ๔ ประการ มีลักษณะอาการ คือ
๒.๑    มานลม บังเกิดแต่กองอโธคมาวาต  

     อาการกระทำให้ลมนั้นตั้งอยู่ในท้อง ไม่ได้พัดลงไปตามปกติ ให้ผะอืดผะอม และให้ท้องขึ้นอยู่ เสมอ บางทีจุก บางทีแน่นไปทั่วท้อง รับประทานอาหารไม่ได้ ให้อิ่มไปด้วยลม ผายลมไม่สะดวกท้องผูก เป็นพรรดึก ด้วยลมกองนี้กระทำ จึงให้ท้อง ใหญ่ขึ้น พอสังเกตตั้งอยู่ใต้สะดือ ๒ นิ้ว ครั้นลดลง ก็กระจายออกแล้ว กลับแข็งเข้าอีก ลอยขึ้นมาทับเส้นอัณฑพฤกษ์อยู่ ลมนั้นจึงพัดกล้าขึ้น ให้ท้องนั้นใหญ่ออก แล้วแข็งดังกล่าวมาแล้ว

๒.๒    มานลม  บังเกิดแต่กองอุทธังคมาวาต 

   อาการกระทำ ให้ลมนั้นคั่งค้างอยู่ในท้อง ไมได้พัดขึ้นไป ตามปกติ แน่นหน้าอก รับประทานอาหารไม่ได้ เรอไม่ออก ผายลมไม่สะดวก อุจจาระผูก ลมนั้นกล้า พัดเตโช เตโชให้กำเริบ จึงแน่นไปทั่วท้อง ลมกองนี้ตั้งอยู่เหนือสะดือ ๒ นิ้ว แข็งดุจแผ่นกระดาษ ทับอยู่บนเส้นอัณฑพกฤษ์ ระคนด้วยลมอุทรวาต จึงพัดให้ท้องใหญ่ขึ้น ท้องเต็มไปด้วยลมและใหญ่กว่าปกติ

๒.๓   มานลม บังเกิดแต่กองลม กุจฉิสยาวาต

      อาการ ลมกองนี้พัดอยู่ในท้อง ระคนเข้ากับลมอุทรวาต ก็พลอยกำเริบขึ้น ไม่ได้พัดลงไปสู่ทวาร ทวารจึงไม่ได้เปิด อุจจาระก็ไม่เดินเป็นปกติ ถ้ารับประทานยาก็เดินโดยกำลังยา ครั้นคุมเข้าก็ทำให้แน่นอืดเฟ้อ ถ้าถ่ายไปก็ค่อยสบาย แล้ว กลับเป็นอีก หลายครั้ง ท้องใหญ่ขึ้น โดยกำลังวาโยกล้า พัดเตโชธาตุให้ดับเสีย กระทำให้ท้องขึ้นอยู่เป็นนิจ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยมาก รับประทานอาหารมัก ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน เวลาเช้าท้องค่อยหย่อนลง สบายไปจนถึงเที่ยงวัน เวลาบ่าย ท้องนั้นขึ้นไปจนถึงย่ำรุ่ง หาความสุขไม่ได้         

๒.๔   มานลม บังเกิดแต่กองโกฏฐาสยาวาต 

    อาการ ลมกองนี้พัดอยู่ในลำไส้น้อยและลำไส้ใหญ่ เมื่อจะเกิดโทษระคนกันเข้ากับลมอุทรวาต ก็พลอยกันกำเริบ พัดไม่มีกำหนด ลำไส้นั้นก็พองขึ้น ดุจบุคคลเป่าลูกโป่ง ก็พองขึ้นเต็มไปด้วยลม  กระทำให้ผะอืดผะอม ถ่ายอุจจาระไม่ได้ โทษอันนี้ คือลมโกกฐาสยาวาตา มิได้พัดอุจจาระ ลงสู่คูถทวาร ทวารก็ไม่ได้เปิด อุจจาระจึงเดินไม่ปกติ ทำให้จุก แน่นเสียดไปทั้งท้อง สะบัดร้อนสะบัดหนาว โดยลมนั้นกระทำพิษ

๓.  มานหิน ๔ ประการ อาการ คือ

๓.๑   มานหิน บังเกิดแก่กองอโธคมาวาตา อัมพาต มุตฆาตระคนกัน

    อาการคือ ลม อโธความาวาตา พัดขึ้นตามเกลียวอัมพาต เกลียวมุตฆาต นั้นกล้า เหลือกำหนด กระทำให้เส้นนั้นพองแข็งเข้าติดกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ยันขึ้นไปถึงยอดอก ทำให้แน่นอกเป็นกำลัง ทำให้หนังท้องนั้น ใหญ่ขึ้นโดยอำนาจเส้น ดึงแข็งติดกัน เข้าดุจทำนบกั้นน้ำ คือกั้นไม่ให้ลมตกลงได้สะดวก

๓.๒   มานหิน บังเกิดแต่กองอุทธังคมาวาตา อัมพฤกษ์ สัณฑะฆาตระคนกัน

    อาการคือ ลมอุทธังคมาวาตา พัดลงมา นั้นกล้า เหลือกำลังยิ่งนัก และขังอยู่ในเกลียวอัณฑพฤกษ์ และสัณฑะฆาตนั้น ก็พลอยกำเริบแข็งตัวตึง กล้าขึ้นติดกันเป็นแผ่น อันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วขึ้นไปยันหน้าอกด้านซ้าย แข็งดังท่อนเหล็ก แน่นในทรวงอกมาก ท้องนั้นก็ใหญ่ขึ้นโดยกำลังลม ถ้าได้บีบนวด จึงค่อยคลายลงบ้าง

๓.๓   มานหิน บังเกิดแต่กองกุจฉิสยาวาตา อัมพาต ปัตคาดระคนกัน

     อาการคือ ลมอุจฉิสยาวาตา กำเริบขึ้นในท้องกล้ายิ่งนัก ไม่ได้พัดลงตาม ช่องทวาร จึงทำให้เป็นอัมพาต ปัตคาด เป็นเถาเป็นดานแข็ง โดยอำนาจของลมเดินในลำไส้นั้นกล้า เส้นนั้นก็พองขึ้นติดกับชายโครงด้านขวา กระทำให้เจ็บอยู่ ๒-๓ วัน แล้วหายไป โดยกำลังพิษ วาโยกระทำ

๓.๔   มานหิน บังเกิดแก่กองโกฏฐาสยาวาตา อัมพฤกษ์ รัตฆาตระคนกัน

      อาการคือ ลมโกฏฐาสยาวาตา พัดในลำไส้น้อย กล้ายิ่งนัก กระทำให้ ลำไส้พองขึ้น ทับอัณฑพฤกษ์ รัตฆาตนั้น จึงลงไปแขวนติดกระดูกสันหลัง อยู่ยันลงมาถึงท้องน้อย ให้ตึงหัวเหน่ามาก แล้วตั้งเป็นก้อนแข็งใหญ่ขึ้น มีอาการให้ถ่วงท้องน้อย ออกสันหลัง และหน้าตะโพก

๔. มานโลหิต ๔ ประการ มีลักษณะอาการ คือ           

๔.๑   มานโลหิต บังเกิดแต่ระดูขัด มิได้มาตามปกติ  ระคนด้วยลมอังคมังคานุสารีวาตา  

    อาการ เมื่อจะกระทำให้เกิดโทษนั้น ระดูไม่ได้มาตาม ปกติ ในรอบเดือน ครั้นนานเข้าก็กระทำ ให้เป็นพิษระคนด้วย ลมอังคมังคานุสารีวาตา ก็พากันกำเริบขึ้น กระทำให้เตโชธาตุนั้นอธิกธาตุยิ่งขึ้น ตั้งเป็น ก้อนเหนือสะดือทับกองลมอุทรวาต ไม่ให้เดินเป็นปกติ

๔.๒   มานโลหิต บังเกิดแต่ระดุมิได้มาตามปกติ ระคนด้วยลมอันชื่อว่า วาโยพิการ

     อาการเมื่อจะกระทำ ให้เกิดโทษนั้น ระดูมิได้มาตามปกติ ในรอบเดือน ครั้นนานเข้าก็กระทำให้เป็นพิษระคนด้วย ลมอันชื่อว่า วาโยพิการ ก็พากันกำเริบ ฟุ้งซ่านไปทั้งอุทร จึงกระทำให้ท้องใหญ่ ร่างกายซูบ ผอม ไอ ร้อนๆ หนาวๆ หรือ หรือร้อนๆ หนาวๆบางส่วนของร่างกาย บางทีมือบวม เท้าบวม หน้าตะโพกบวม ท้องขึ้นอืดเฟ้อ จุกแน่น

๔.๓   มานโลหิต บังเกิดแต่กองโลหิตกระทำพิษ(โลหิตเน่า) ระคนด้วยระดูร้างโลหิต ระหว่างคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาต ชอกช้ำ

    อาการเมือแรกจะบังเกิดขึ้น กระทำให้อาเจียนก่อน มีเหงื่อออกที่หน้ามาก กระทำให้คลื่นเหียนอาเจียน น้ำลายมีรสขม มืดหน้าตาลาย สวิงสวาย แล้วกระทำให้ฟกบวมขึ้นที่ตะโพก หัวเหน่า สะดือ ท้องน้อย แล้วจึงฟกบวมไปทั่วร่างกาย แน่นหน้าอก ท้องอืด หายใจไม่เต็มปอด นอนไม่หลับ อ่อนเพลียมากรับประทานอาหารไม่ได้

๔.๔   มานโลหิต บังเกิดแต่กองโลหิต คือเมื่อโลหิตจาง กระทำให้บวมไปทั่วร่างกาย วิงเวียน หน้ามืด ตามัว

   อาการ เมื่อจะกระทำ โทษนั้น ให้วิงเวียนหน้ามืดตามัว จุกเสียด ถึงเวลาบ่าย เมื่อทุเลา แล้วก็กลับเป็นอีก จนล่วงเข้าสามยามจึงกระทำให้ท้องนั้นใหญ่ มีอาการอืด จุกแน่น ครั้น รับประทานยาถ่าย ก็ทำให้ท้องนั้นยุบลง ครั้นยุบลงแล้ว ก็กลับมีอาการเช่นเดิมอีก เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้ง ต่อไปให้มีอาการใหม่เกิดขึ้นอีก คือกระทำ ให้บวมลงไปจนถึงหัวเข่า และเลื่อนขึ้นไปจนถึงใบหน้า เบื่ออาหาร หอบ หิวโหย เป็นกำลัง

๕. มานเกิดแต่ดาน ๒ ประการ มีลักษณะอาการ คือ           

๕.๑   มานทักขิณมาน   บังเกิดแต่ดานทักขิณคุณ  ตั้งอยู่ฝ่ายขวา     ( ท้องด้านขวา)  

     อาการเมื่อจะบังเกิดขึ้น กระทำให้ร่างกาย มือ เท้าเย็นดุจ น้ำแข็ง ให้แสยงขน ขนลุกชัน ท้องบวมจุกแน่นอยู่ เป็นประจำ ปัสสาวะ ไม่สะดวก อุจจาระปวดบวมถ่วงคล้ายเป็นบิด แน่นหน้าอก เป็นส่วนมาก อาการนี้ จะบวมแต่ปลายเท้าขึ้นก่อน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกแน่นท้อง นอนไม่หลับ ต่อเมื่ออาเจียนหรือ อุจจาระออกมา จึงค่อยทุเลาลงบ้าง ให้ท้องข้างขวาแข็งเป็นดาน

๕.๒   มานอุตรามาน  บังเกิดแก่ดานกองอุตราคุณ ตั้งอยู่ฝ่ายซ้าย     ( ท้องด้านซ้าย)  

     อาการเมื่อจะบังเกิดขึ้น กระทำ ให้เสียดราวข้างด้านซ้าย ตลอดสันหลัง วิงเวียนเป็นประจำ แน่นหน้าอก รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียนแต่ลมเปล่า สวิงสวาย แสยงขนให้ขนลุกชัน ท้องด้านซ้ายนั้น บวมแข็ง เป็นดานขึ้น        

    ลักษณะอุตรามาน ก็เหมือนกันกับทุกขิณมาน ต่างกันก็แต่อุตรามาน ตั้งอยู่ท้องด้านซ้าย ส่วน ทักขิณมาน ตั้งอยู่ท้องด้านขวาเท่านั้น กระทำพิษ เหมือนกันทุกประการ