คัมภีร์ธาตุบรรจบ

คัมภีร์ธาตุบรรจบ

ว่าด้วยโรคอุจจาระธาตุ และมหาภูตรูป

๑.๑   ว่าด้วยสาเหตุของโรคอุจจาระธาตุ ผู้ที่เป็นโรคอุจจาระธาตุ มีสาเหตุดังนี้

๑.๑.๑   เนื่องจากผู้นั้นเป็นไข้ที่มีพิษจัด ตกถึงสันนิบาต แล้วเรื้อรังมา ธาตุนั้นแปรปรวน วิปริต อุจจาระไม่เป็นปกติ จึงกลายเป็นโรคอุจจาระธาตุ

๑.๑.๒   รับประทานอาหารที่แปลก หรือรับประทานอาหารมากเกินกว่ากำลังธาตุ เป็นต้นว่า เนื้อสัตว์ดิบหรือเนื้อ สัตว์ที่มีคาวมาก และไขมันต่างๆ หรือของหมักดอง หรือของบูดเน่า ธาตุนั้นวิปริตแปรปรวนกระทำให้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ให้จุกเสียด อุจจาระก็วิปริตต่างๆจึงกลายเป็นโรคอุจจาระธาตุ

๑.๑.๓   ธาตุสมุฎฐาน มหาภูตรูป ๔ ประชุมกันในกองสมุฎฐานโทษละ ๓ ละ ๓ ทำให้สมุฎฐานธาตุกำเริบหย่อน พิการ โดยพระอาทิตย์สถิตในเทวาทศราศี ตามในพิกัดสมุฎฐานฤดู ๖ กระทบ ให้เป็นเหตุ จึงกลายเป็นโรคอุจจาระธาตุ

๑.๒   ว่าด้วยกองพิกัดสมุฎฐาน มหาภูติรูป ( มหาภูตรูปเต็มหมวดหมู่) มีดังนี้

๑.๒.๑ พัทธะปิตตะ อพัทธปิตตะ กำเดา ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นพิกัดในกองสมุฎฐานเตโช
๑.๒.๒ หทัยวาตะ สัตถกะวาตะ สุมานาวาตะ ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นพิกัดในกองสมุฎฐาน วาโย
๑.๒.๓ ศอเสมหะ อุระเสมหะ คูถเสมหะ ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นพิกัดในกองสมุฎฐานอาโป
๑.๒.๔ หทัยวัตถุ อุทริยะ กรีสะ ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นพิกัดในกองสมุฎฐานปถวี

ทั้ง ๓ กองนี้ เรียกว่า มหาภูตรูปเต็มหมวดหมู่

       แต่สมุฎฐานปถวีนี้ได้เป็น ชาติจะละนะ ขึ้นนั้นหามิได้ แต่เมื่อใดสมุฎฐานทั้ง ๓ สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี เกิดเป็นชาติจะละนะขึ้นแล้ว สมุฎฐานปถวีก็พลอยมีกำลังขึ้น และสมุฎฐานทั้งปวง ก็กำเริบ แรงกว่าเก่า เหตุว่าปถวีนั้นเป็นที่ตั้งแห่งภูมิโรคทั้งหลาย และเป็นที่ค้ำชู อุดหนุนโรคให้จำเริญ และจึงได้นามว่า มหาสันนิบาต หรือสันนิบาตกองใหญ่

มหาภูติรูป ๔ บังเกิดขึ้นเมื่อกองปถวีธาตุ กำเริบ หย่อน พิการ มีพิกัดสมุฎฐานให้เป็นเหตุ คือบุคคลใด ไข้ก็ดี มิได้ไข้ก็ดี ถ่ายอุจจาระออกมาเป็น             สีดำ สีแดง สีขาว สีเขียว มีลักษณะเป็น มูลแมว มูลไก่ มูลเต่า หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี มีอาการให้โทษ ๑๕ ประการ คือ

๑. ให้ปวดท้อง
๒. ให้บริโภคอาหารไม่ได้
๓. ให้อาเจียน
๔. นอนไม่หลับ
๕. ให้มึนมัวจับสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นพิษ
๖. ให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ มิสะดวก
๗. ให้แน่นอกคับใจ
๘. ให้เสียวไปทั่วร่างกาย
๙. ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก
๑๐. ให้กลุ้มจิตระส่ำระสาย
๑๑. ให้เจรจาพร่ำพรู
๑๒. ให้ร้อนกระหายน้ำ
๑๓. ให้ร่างกายซูบผอม ผิวหนังสากแห้ง
๑๔. ให้เกิดละอองเป็นขุมขึ้นตามลิ้นตามปาก
๑๕. ให้เสียดตามชายโครง

         โทษทั้ง ๑๕ ประการนั้นเรียกว่า อุจจาระธาตุลามกระคนด้วยมหาสันนิบาต และระคนไปในธาตุอภิญญาณ คือธาตุเป็นเอกโทษ จะละนะทุวันโทษ ภินนะตรีโทษ และอสุรินทัญญาณธาตุ คือธาตุนั้นสำแดงให้รู้ดุจผีสิง ตกเข้าระหว่างอชินธาตุ คือธาตุไม่ย่อยไป ลักษณะอาการที่กล่าวมานี้เรียกว่า อุจจาระลามก ระคนด้วย มหาสันนิบาต โรคอย่างนี้รักษายากกว่าโรคทั้งปวง เพราะเป็นโรคเรื้อรัง ถ้าให้ยาไม่ถูกกับโรค คงอยู่นานเข้าก็แปรไปเป็น  อสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุ บังเกิดเป็นปะระมะเมหะเมือกมัน เปลวไต ทุลาวสา คือ ปัสสาวะพิการต่างๆ

       ความสำคัญกองมหาพิกัดสมุฎฐาน และมหาภูตรูปเต็มหมวดหมู่โดยย่อ ลักษณะกองโทษเกิดขึ้น ๑๕ ประการ ซึ่งได้กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อย่อลงแล้วจะมีลักษณะ ๖ ประการ คือ-

๑. อาการซึ่งกระทำให้วิปริตต่างๆ ระคนด้วยอังคะมังคานุสารีวาตา
๒. ให้ปวดอุทร ให้เสียวชายโครงและท้องน้อย โทษแห่งปิตคาด สัณฑฆาต รัตฆาต กระทำมิได้ เป็นปกติระคนกันเป็น
เถาวัลย์เกลียว
๓. บริโภคอาหารมิได้ ให้เอาเจียน โทษแห่งปิงคลา ( เส้น ) กระทำ
๔. ให้ร้อนกระหายน้ำ กระวนกระวาย เจรจาพร่ำพรู โทษแห่งสุมนา กระทำให้กำเริบขึ้น พัดพวงหทัยระส่ำระสายมิได้เป็น
ปกติ
๕. นอนไม่หลับจับเป็นพิษ โทษแห่งอังพฤกษ์ กระทำตลอดถึงสุมนา กำเริบ หย่อน พิการ มิได้เป็นปกติ
๖. อุจจาระปัสสาวะมิสะดวก และให้แสบอกคับใจ โทษแห่งกุจฉิสยาวาตา และโกฎฐาสยาวาตา กำเริบขึ้นในลำไส้มิได้ปกติ
จัดเป็นหมวดหมู่แห่งอชินธาตุ ให้บังเกิดมีลักษณะ ๖ ประการดังกล่าวมานี้

๑.๓ ว่าด้วยลักษณะอุจจาระธาตุ

๑.๓.๑ ลักษณะอุจจาระธาตุเป็นเมือกมัน เปลวไต หยาบก็มี ละเอียดก็มี มีลักษณะดังมูลแมว มูลไก่ มูลเต่า ลักษณะอุจจาระซึ่งจะวิปริตต่างๆ นั้น เพราะอุจจาระธาตุเสียด้วยลม โกฐฐาสยาวาตา มิได้พัดชำระประเมหะ และเมือกมันในลำไส้ ให้ตกเป็นตะกรันติคราบไส้อยู่ ระคนด้วยด้วยอุจจาระธาตุ ครั้นเดินสู่ลงช่วงทวารก็ลำลาบแตกออกเป็นโลหิต บางทีเป็นเม็ดยอดขึ้นตามของทวารเจ็บแสบขบ บางทีขึ้นที่ต้นไส้ ต่อลำกรีสมัด ( ทางเดินอาหารเก่า) ก็มี มีอาการดุจนิ่ว และริดสีดวง ไส้ลาม สมมุติเรียกต่างๆ บางทีเรียก ดานเถามุตฆาต นิ่วปะระเมหะ กระษัยกล่อน และริดสีดวง บางทีเรียกว่า ลามกอติสาร และโทษดังนี้ เกิดแก่กองลามก แต่จะได้ถึงลามกเป็นมลทินในมูลธาตุทั้งปวงดังที่กล่าวมาแล้ว

๑.๓.๒ ว่าด้วยอุจจาระธาตุ อุจจาระธาตุมีลักษณะเป็นสีดำ แดง ขาว เขียว

๑) ปถวีธาตุ มีลักษณะอาการกระทำให้เสมหะเน่า ให้เจ็บท้อง ท้องขึ้น ให้เสียดแทงและเป็นอัมพฤกษ์ ก็มี เป็นกระษัย เป็นป้าง เป็นช้ำ เนื้อเล็บมือเล็บเท้าเหี่ยว ให้โลหิตตกทวารหนัก ทวารเบา กินอาหารไม่ได้ ( อุจจาระออกมาเป็นสีดำ)

๒) อาโปธาตุ ให้ลงท้อง เจ็บหน้าอก แปรเป็นกล่อน อุจจาระปัสสาวะมิออก* นอนมิหลับ ขัดหัวเข่า ปวดท้องเป็นพรรดึก กลิ้งขึ้น ขัดสีข้าง ถ้าหญิงขัดซ้าย รักษายากนัก แล้วแปรไปให้ขัดหัวเข่า และน่อง ให้เท้าเย็นมือเย็น บังเกิดเสลดกล้า ผอมแห้ง เจ็บหน้าอก ร้อนหน้า ตาดังไข้จับ ( อุจจาระออกมาเป็นสีแดง)

๓) วาโยธาตุ ให้ตาพร่า เมื่อยมือเมื่อยเท้า เป็นตะคริว และขัดหัวเข่า เมื่อยสันหลัง สองเกลียวข้างแข็ง สมมุติว่าเป็นฝีเส้น อาเจียนแต่ลมเปล่า ขัดอกเจ็บในท้อง หนักหน้าตา ( อุจจาระออกมาเป็นสีขาว)

๔) เตโชธาตุ กระทำให้ร้อนปลายมือปลายเท้า ให้เจ็บปวดดุจปลาดุกยอก แปรไปให้สันหลังบวม และผื่นขึ้นทั่วสรรพางค์กาย ดังผดและหัด ทำให้เจ็บท้องและตกบุพโพ ( หนอง) โลหิต ให้มือและเท้าตาย แก้มิฟังจะมรณะ ( อุจจาระออกมาเป็นสีเขียว)

๑.๓.๓ ว่าด้วยอสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุ

๑ กลิ่นดังซากศพ ระคนด้วยระคนด้วยวัฑฒะอะชิณะนั้น เกิดแต่กองกำเดาสมุฏฐานเสมหะสมุฏฐานด้วยปถวีให้เป็นเหตุ อาการให้เจ็บในอก ๑ ให้เจ็บในท้อง  ให้บวมมือบวมเท้าบางทีให้บวมไปทั่วร่างกาย ๑ รวม ๓ ประการ

กลิ่นดังหญ้าเน่า ระคนด้วย มลอะชินะ ( เตโชธาตุสมุฎฐาน) ให้เป็นเหตุ มีอาการให้ปากแห้ง คอแห้ง ให้หนักตัว ให้วิงเวียน ให้อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก ให้เหงื่อไหลหยดย้อย ( อาการให้โทษ ๕ ประการ)

กลิ่นดังข้าวบูด ระคนด้วย วิวัฒฑอชินะ ( วาโยธาตุสมุฎฐาน) ให้เป็นเหตุ อาการให้โทษ ๕ ประการคือ ให้เสียดแทง ให้เจ็บคอ ให้คันจมูก ให้เมื่อยทั่วร่างกาย ให้ตะครั่นตะครอ

กลิ่นดังปลาเน่า ระคนด้วยมะอะชินะ ( อาโปธาตุสมุฎฐาน) ให้เป็นเหตุ มีอาการ ให้โทษ ๓ ประการ คือให้เจ็บอก ให้เจ็บในท้อง ให้บวมมือ บวมเท้า บางที่บวมทั่วร่างกาย

อนึ่งคันธะลามกโทษทั้ง ๔ ประการ นี้แปรมาจากอุจจาระธาตุลามก ตกอยู่ในระหว่างอสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุ แต่ในอสาทิยะพิกัดสมุฎฐาน นั้นมีอยู่ ๓ สมุฎฐาน คือ

          ๑) อสาทิยะโบราณชวร
          ๒) อสาทิยะมรณันติกชวร
          ๓) อสาทิยะอชินชวร

๑) อาทิยะโบราณชวร คืออาศัยโดยแปรตามสมุฎฐานแห่งอายุเดินเข้าสู่ความชรา เปรียบดังผลไม้ที่บริสุทธิ์ เมื่อถึงกำหนดสุกและงอมแล้ว ผลนั้นก็หล่นลงเอง จัดเป็นปฐมอสาทิยะพิกัดสมุฎฐานหนึ่ง จะให้ยานั้นยากนัก

๒) อสาทิยะมรณันติกชวร คือโรคบังเกิดเป็นโอปักกะมิคโรค คือตกลงจากที่สูงหรือต้องทุบถอง โบยตี ต้องราชอาญา อหิวาตกโรค และโรคที่เกิดเป็นพิษต่างๆ มีพิษดี พิษโลหิต และพิษเสมหะ เป็นต้น จัดเป็นมัชฌิมะอสาทิยะ พิกัดสมุฎฐาน หนึ่งจะให้ยานั้นยากนัก

๓) อสาทิยะชินชวร คือโรคเก่าคร่ำคร่า เรื้อรัง หรือโรคธรรมดา ก็ว่า ด้วยบังเกิดอชินโทษอยุ่ เนืองๆ เหตุเพราะบริโภค อาหารไม่ถูกกับธาตุ ไข้นั้นก็มีอาการทรุดไป อย่างนี้เรียกว่า อชินธาตุ ถ้าให้ยารับประทาน ไม่ถูกกับไข้ ไข้นั้นก็ ไม่หาย เป็นแต่ทรงอยู่ และทรุดไป เรียกอชินโรค ให้อาหารไม่ถูกับธาตุหรือ แสลงกับธาตุนั้น อชินธาตุให้ยาไม่ถูกกับโรค อาการทรุดไป เรียก อชินโรค ( ให้อาหารไม่ถูกกับธาตุ หรือให้ยาไม่ถูกับโรค เรียก อชินโทษ)